5 ข้อควรพิจารณา ก่อนเริ่มการว่าจ้าง

หลายครั้งก่อนเริ่มการว่าจ้าง สรรหาและคัดเลือก บริษัทรักษาความปลอดภัยที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ท่านต้องการ ท่านอาจจะมองแต่เพียงแค่ ทุนจดทะเบียน ความสวยของเครื่องแบบพนักงานฯ
ความน่าเชื่อถือขององค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ชัดเจนขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละบุคคล

เมื่อได้คัดกรองเบื้องต้นแล้ว ต่อมาจึงควรตรวจสอบข้อมูลทางด้านเทคนิค
หรือที่เรียกว่า ” สเปค ” 5 ข้อดังนี้

  1. การตรวจสอบพื้นที่ – ที่ตั้งของตัวบริษัทฯ หรือที่ตั้งทำการสำนักงาน
    เหตุผลที่ต้องทำการตรวจสอบที่ตั้ง เป็นเพราะว่า งานบริการรักษาความปลอดภัย จำเป็นต้องใช้กำลังพลในการปฏิบัติงาน จึงเกิดการขาดงาน การลากิจของพนักงาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่พบเจอได้ทุกองค์กร แต่งาน รปภ. นั้นเป็นงานที่ต้องประจำการณ์ 24 ชม.ผลัดกันในแต่ละกะ การที่พื้นที่ของบริษัทฯ อยู่ไกลเกินไป และไม่มีศูนย์ควบคุมปฏิบัติการย่อยที่ใกล้เคียง อาจส่งผลกระทบเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เร่งด่วนขึ้น ใช้เวลานานในการเดินทางทั้งตัวพนักงาน รปภ.ที่ทำงานภายในและทีมตรวจสอบจากบริษัทฯ
  2. โครงสร้างทางรายได้และสวัสดิการ – รายการหัก ของพนักงานรักษาความปลอดภัย
    เมื่อการว่าจ้างเกิดขึ้น ย่อมต้องมีการสรรหาบุคลากรเพื่อมาปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงาน
    บริษัท รปภ.จึงเกิดการแข่งขันในการดึงดูดให้คนมาสมัครงาน และสิ่งหนึ่งที่สามารถดึงผู้สนใจให้มาสมัครงานได้นั้น คือ การโฆษณา รายได้และสวัสดิการ ที่บริษัทนั้นๆได้กำหนดกฏเกณฑ์ออกมา โดยการดูโครงสร้างทางรายได้ มักมีการหมกเม็ดสร้างเงื่อนไขแอบแฝง ต้องดูประกอบควบคู่ไปกับ รายการการหักต่างๆ บางบริษัทมีการตั้งโครงสร้างทางรายได้ที่สูงแต่ก็มีรายการหักเพียบ บานเบอะไม่แพ้กัน จึงควรพิจารณาควบคู่ไปพร้อมกัน
  3. ผลงานและประสบการณ์ที่ผ่านมา – ลูกค้าอ้างอิง – ความถนัด
    ประสบการณ์ที่ผ่านมาอาจจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างแน่นอน แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ ?
    หลายครั้งบริษัทฯที่เข้าร่วมประมูลมักจะแสดงผลงานที่ผ่านมาของตนว่าได้ดูแลหน่วยงานต่างๆ ทั้งเล็กและใหญ่ มันใช้วัดผลความน่าเชื่อถือได้จริงหรือ ?
    สิ่งที่น่าคิดและน่าคำนึงถึงคือ ผลงานที่แสดงมานั้น ปัจจุบันยังเป็นลูกค้าที่ใช้บริการอยู่หรือไม่ ?
    หากปัจจุบันไม่ได้ว่าจ้างกันแล้ว เพราะเหตุใดถึงไม่ต่อสัญญาการว่าจ้าง ? นี่เป็นคำถามที่น่านำมาพิจารณาต่อ
    ความถนัดของผู้รับจ้าง โดยทั่วไปบริษัทรักษาความปลอดภัยมักจะไม่ค่อยเลือกรับงานแต่ส่วนใหญ่แล้วนั้นนิยมทำการตลาดในกลุ่มลูกค้าที่ตนเองถนัดเช่น บางรายมีลูกค้าที่เป็นประเภทโรงงานเยอะ บางรายเป็นคอนโดมิเนียม บางรายเป็นหมู่บ้าน เพราะลูกค้าแต่ละประเภทนั้นมีความคาดหวังที่แตกต่างกัน เช่นโรงงานจะเน้นการตรวจสอบสินค้าเข้าออก คอนโดมิเนียมเน้นการต้อนรับและตรวจสอบบุคคลภายนอก ความถนัดดูได้จาก ลูกค้าอ้างอิงรายปัจจุบันหรือประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยแยกประเภทลูกค้าว่าผู้ให้บริการรายนั้นมีประเภทใดมากที่สุด
  4. วัฒนธรรมองค์กร – การบริหารงาน
    เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงและควรนำมาพิจารณาร่วมด้วยคือ วัฒนธรรมองค์กร ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการคัดเลือก ที่ผู้ว่าจ้างหลายๆราย ไม่ได้คำนึงถึงจนมองข้ามไป และเกิดปัญหาตามมาภายหลัง
    เช่น ได้คัดเลือกผู้รับจ้าง ที่ขาดธรรมาภิบาลต่อแรงงานของตนเอง จนเกิดข้อพิพาทในองค์กรเกิดการฟ้องร้อง จนขาดความน่าเชื่อถือต่อการสรรหาบุคลากรมาทำงาน หรือ ได้ผู้รับจ้างที่สัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะสามารถให้ในสิ่งที่ท่านต้องการโดยไม่มีหลักประกันอันใด ที่น่าเชื่อถือมารองรับได้ เช่น ผลตอบรับความพึงพอใจจากลูกค้ารายเดิม
  5. แผนงานปฏิบัติการ – ความคุ้มค่าต่อการว่าจ้าง
    ผู้ว่าจ้างควรมีการสอบถามไปยัง บริษัทรักษาความปลอดภัย หรือเรียกมานำเสนอก่อนเสมอว่ามีแผนงานในการควบคุมบริหารจัดการความปลอดภัยและงานบริการอย่างไร มีการพัฒนาความรู้ความสามารถบุคลากรหรือไม่ มีวิธีปฏิบัติในแต่ละเรื่องอย่างไร เพราะแต่ละบริษัทฯ มีแนวทางในการดำเนินงานไม่เหมือนกันเลยซะทีเดียว
    ดังนั้น ผู้ว่าจ้างจึงควรตรวจสอบแผนงานของผู้รับจ้างก่อนเสมอ เพื่อหาผู้รับจ้างที่มี
    ความเหมาะสมที่สุดต่อหน่วยงานของท่าน

ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s